แอสต้าแซนทิน 6 มก. พลัส

850.00฿ 765.00฿

  • รายละเอียด

    ขนาดรับประทาน ครั้งละ 1 แคปซูล ก่อนอาหาร 30 นาที วันละ 1 ครั้ง เช้า

    ราชินีแห่งสารต้านอนุมูลอิสระ Astaxantin และวิตามินที่มีประสิทธิภาพสูงอีก 10 ชนิด เช่น คอลลาเจนไดเปปไทด์ เกรดพรีเมี่ยม, ลูทีน (สกัดจากมะเขือเทศ), น้ำมันปลา , สารสกัดจากถั่วเหลือง ฯลฯ ช่วยให้เราผิวเนียนสวยและลดเลือนริ้วรอย ด้วยแอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) 6 มก.และวิตามินอีก 10 ชนิด

    ประโยชน์ของแอสต้าแซนธิน

    • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
    • ช่วยชะลอความชรา
    • ป้องกันการเสื่อมของเซลล์
    • ป้องกันและบำรุงสายตา
    • ลดอาการปวดข้อมือ ข้อเข่า และปวดกล้ามเนื้อ
    • ป้องกันสมองและระบบส่วนกลาง
    • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดแข็งตัว
    • ป้องกันการอักเสบเรื้อรัง
    • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
    • บรรเทาอาการปวดจากผื่นคัน ภูมิแพ้

             นอกจากเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้ดีเยี่ยมยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ ช่วยให้ผิวคงความอ่อนวัย ลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และจุดด่างดำ ช่วยบำรุงสายตา ลดอาการเมื่อยล้าของสายตาจาก
    การใช้คอมพิวเตอร์ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย ช่วยดูแลกระเพาะอาหาร ลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองแตก

    แอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารที่มีความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า วิตามิน ซี 6,000 เท่า, CoQ10 800 เท่า, วิตามิน อี 550 เท่า, Green tea catechins 550 เท่า, Alpha lipoic acid 75 เท่า, เบต้า แคโรทีน 40 เท่า และ สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 17 เท่าตามลำดับ

    จำนวน 30 เม็ด

    เลข อย 12-1-00355-1-0022

     

             ส่วนประกอบใน 1 เม็ด

    1. คอลลลาเจน ไดเปปไทด์ (Collagen Dipeptide) 180 mg. คอลลาเจนบริสุทธิ์ 100% นวัตกรรมจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นส่วนประกอบชนิดเดียวกันกับคอลลาเจนที่มีอยู่ในผิวของคนเรามากที่สุดด้วยประสิทธิภาพสูงคัดสรรจากปลาคุณภาพพร้อมผ่านกระบวนการการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้เป็น คอลลาเจน ที่มีความบริสุทธิ์สูงสุดอุดมด้วยเปปไทด์ และ อะมิโน ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนกับผิวที่กระชับเนียนชุ่มชื่น เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม Dipeptide เพราะ คอลลาเจน ไดเปปไทด์ เข้าทำงานอย่างตรงจุดในระดับเซลล์ โดยการกระตุ้นเซลล์ ไฟโบรพลาสท์ ที่ทำหน้าที่สร้าง คอลลาเจน และ อิลาสติน ในผิวโดยตรงและยังสร้าง ไฮยาลูโรนิกแอซิด สารที่สำคัญที่ช่วยคืนความกระชับเรียบเนียน เติมความชุ่มชื่น สู่ผิวอ่อนเยาว์และยังเป็นส่วนประกอบสำคัญของน้ำไขข้ออีกด้วย จึงทำให้คอลลาเจน ไดเปปไทด์ มีประสิทธิภาพเหนือกว่า คอลลาเจนทั่วไป
    2. โซเดียม แอสคอร์เบต (Sodium Ascorbate) 60 mg. เป็นวิตามินชนิดละลายน้ำ วิตามินซีมีประโยชน์มากมาย เช่นใช้รักษาและป้องกันโรคลักปิดลักเปิด และวิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ antioxidant มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย  นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการซ่อมแซมและการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อในร่างกาย ช่วยทำให้แผลหายเร็วขึ้น และมีส่วนช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ประโยชน์ของวิตามินซีที่กล่าวถึงกันมากคือป้องกันหวัด
    3. โคเอนไซม์ คิวเท็น (CoEnzyme Q10) 30 mg. โคเอ็นไซม์ คิวเท็น เป็นวิตามินที่ละลายได้ดีในไขมัน วิตามินชนิดนี้จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยมันจะทำหน้าที่ในการป้องกันเซลล์ไม่ให้ทำปฎิกิริยากับออกซิเจน จึงช่วยให้ร่างกายสามารถนำเอาออกซิเจนมาใช้งานได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งยิ่งร่างกายมีโอกาสได้รับออกซิเจนมากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งส่งผลที่ดีต่อร่างกายมากขึ้นเท่านั้น นอกจากนี้ Q10 ยังมีหน้าที่ที่สำคัญมากๆในการสร้างพละกำลังให้แก่ร่างกาย โดยการเป็นตัวจุดประกายให้ไมโตรครอนเดียในเซลล์ สามารถสร้างพลังงานให้แก่ร่างกายได้ ดังนั้น หากร่างกายของเราขาดวิตามินชนิดนี้ ก็จะส่งผลให้ร่างกายขาดพลังงานอย่างมหาศาลที่จะไปหล่อเลี้ยงให้ร่างกายมีพลังงาน ในการขับเคลื่อนชีวิตต่อไป Q10 จึงถือเป็นสิ่งจำเป็นเป็นอย่างมากสำหรับอวัยวะที่ต้องทำงานอย่างหนักตลอด
    4. กรดอัลฟ่าไลโปอิก (Alpha lipoic Acid) 30 mg. สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและ ไขมัน เป็นคุณสมบัติเด่นที่ทำให้ กรดอัลฟ่าไลโปอิก แตกต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่น ทำให้สามารถเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ จึงทำให้สามารถแทรกซึมเข้าไปต้านอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้นในเซลล์ได้ทั่วทุกเซลล์ในร่างกาย
      กรดอัลฟ่าไลโปอิก จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง จนได้รับการขนานนามว่า สารต้านอนุมูลอิสระครอบจักรวาล (Universal Antioxidant) คือ เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, กูลต้าไทโอน และโคเอ็นไซม์คิว 10 และยังช่วยให้วิตามินเหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นใหม่ได้ ในหน่วยเซลล์ จึงช่วยเสริมให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและในไขมัน จึงมีความสามารถในการเสริมการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ และทำหน้าที่ทดแทนสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ได้ในยามขาดแคลน ยกตัวอย่างเช่น หากระดับของวิตามินซี หรือวิตามินอี ที่เก็บสะสมอยู่ในร่างกายมีระดับต่ำลง กรดแอลฟ่าไลโปอิก จะสามารถเข้าทำงานทดแทนได้ชั่วคราว กรดอัลฟาไลโปอิก สามารถผ่านระบบกรองระหว่างเลือดกับสมองได้ จึงช่วยบรรเทาผลเสียที่เกิดขึ้นกับเนื้อสมองในยามที่เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองตีบ หรือแตกได้
      นอกจากนี้ กรดอัลฟาไลโปอิก ยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจากเบาหวานได้ กรดอัลฟาไลโปอิก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ ความสามารถนี้ทำงานได้เองภายในเซลล์เพื่อช่วยกำจัดสารพิษที่อยู่ในร่างกาย กรดอัลฟ่าไลโปอิก ยังช่วยต้านการอักเสบระดับปานกลางเนื่องจาก มีปริมาณของ ซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นองค์ประกอบ จึงสามารถลดและต้านการอักเสบได้
    5. ผงน้ำมันปลา (Fish Oil powder) 25 mg. น้ำมันปลา คือน้ำมันที่สกัดมาจากปลาโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ซึ่งในน้ำปลาจะมีกรดไขมันอยู่หลายชนิด น้ำมันปลาประกอบด้วยประกอบด้วยกรดไขมันโอเมก้า-3(Omega-3) และกรดไขมันโอเมก้า-6(Omega-6) กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) กรดไขมันโอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก เนื่องจาก ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ และต้องได้รับจากสารอาหารเท่านั้น น้ำมันปลามี EPA และ DHA
      EPA , กรดไอ-โคซาเพนตาอีโนอิก (Eicosapentaenoic Acid) มีคุณสมบัติในการลดไขมัน
      ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี(LDL) ป้องกันการอุดตัดของหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดในสมองตีบตันและหัวใจขาดเลือด จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
      DHA , กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมองและดวงตา ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้และความจำ
      การศึกษาทางคลินิกมากมายพบว่า DHA ช่วยในการพัฒนาสมองการการมองเห็น จึงแนะนำให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับ DHA ขนาด 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน
      (ผู้ผลิตนมผงจึงเพิ่มคุณค่าของผลิตภัณฑ์ด้วยการเสริม DHA ในนมผง)
      สำหรับกรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า-6(Omega-6) นั้นก็มีความสำคัญไม่แพ้กันเพราะช่วยลดไขมัน
      ได้เลือดได้ นอกจากพบมากในน้ำมันปลาแล้วยังพบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันข้าวโพด
      น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น
      จากการศึกษาพบว่า ผู้สูงอายุและสมองของผู้ป่วยอัลไซม์เมอร์จะมี EPA และDHA ต่ำ การรับประทานโอเมก้า-3 ที่มี DHA จึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ จึงพบว่าโอเมก้า-3 มีประโยชน์ทั้งต่อสมองและหัวใจ และกรดไขมันโอเมก้า-3 ยังช่วยป้องกันมะเร็งตับอ่อนได้
    6. แอล-อาร์จินีน (L-Arginine)    25 มก. กรดอะมิโน ที่ถือว่าเป็น “โมเลกุลมหัศจรรย์” มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมหาศาลเพราะ L-Arginine จะกระตุ้นให้ร่างกายผลิต ไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) เพื่อช่วยในเรื่องการขยายตัวของหลอดเลือด รวมทั้งกระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการคงความเป็นหนุ่มเป็นสาว ช่วยชะลอความชรา
    7. สารสกัดจากถั่วเหลือง (Soy Bean Extract) 25 มก. เป็นสารออกออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Phytoestrogen) แต่อ่อนกว่า ช่วยดูแลผิวพรรณ และคืนความขาวกระจ่างใสให้ผิว ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระเพิ่มความหนาของชั้น stratum corneum, เพิ่มความยืดหยุ่นแก่ผิว, เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว, ลดเลือนริ้วรอย และเพิ่มความหนาแน่นของเส้นใยคอลลาเจน (collagen fibers) และช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวให้กลับมาชุ่มชื้นนุ่มนวล สดใส รวมทั้งยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างให้เล็บมีสุขภาพดีแข็งแรงไม่เปราะหักง่าย
    8. ลูทีน 5% (Lutein 5%) สกัดจากมะเขือเทศ 20 มก. เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ โดยเป็นกลุ่มสีเหลืองซึ่งมีส่วนอย่างมากในการต่อต้านสารต้านอนุมูลอิสระ โดยแหล่งอาหารที่พบลูทีนมาก ได้แก่ ผักใบเขียว และผลไม้ต่างๆ เช่น แครอท เป็นต้น
      Lutein มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา เนื่องจากโมเลกุลของลูทีนพบในปริมาณสูงที่จุดของดวงตา โดยเฉพาะพื้นที่ของเรตินาที่เกี่ยวกับการรับภาพ ซึ่งจะช่วยในการดูดซับแสงสีน้ำเงินในแถบสีการมองเห็นและช่วยปกป้องการทำลายของคลื่นสั้นที่มีต่อเยื่อบุผิวเรตินา จากการศึกษา พบว่าระดับลูทีน 2.0-6.9 มิลลิกรัมต่อวัน จะช่วยป้องกันความเสื่อมของจุดด่างในดวงตาได้
      นอกจากสารลูทีนที่พบในจุดดวงตาแล้ว ซีแซนทีนก็เป็นอีกสารสำคัญที่ช่วยปกป้องความเสื่อมสภาพของดวงตา นอกจากนี้สารลูทีน (Lutein) ยังมีส่วนในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ลดโรคมะเร็งเต้านมในผู้ที่มีความเสี่ยง ลดกลไกการเกิด Plague ในผนังเส้นเลือด ทำให้ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดตีบในสมอง ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้ทั้งหญิงและชายอีกด้วย เนื่องจากสารลูทีนจะช่วยสร้างสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมนั่นเอง
    9. ดีแอล-แอล-แอลฟา-โทโคเฟอริลแอซีเทต 50% (Dl-Alpha- Tocopheryl acetate 50%) 10 มก.  เป็นวิตามินอี ชนิดที่มีคุณภาพสูงสุด มีชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability) สูงสุดเมื่อเทียบเท่ากับวิตามินอี ชนิดอื่นๆ เช่น Tocopheryl Acetate สามารถปกป้องเนื้อเยื่อแซลล์จากอนุมูลอิสระสามารถปกป้องผิวจากริ้วรอยและวัยที่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควร (premature aging) ซึ่งมักเกิดจากแสง UV และการ peroxidation ของไขมันในผิว
    10. ไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) 25 มก. Vitamin B3 เป็นวิตามินที่มีความจำเป็นของร่างกายตัวหนึ่ง เราสังเคราะห์เองไม่ได้ต้องรับเข้าสู่ร่างกายด้วยการกิน โดยส่วนใหญ่เราจะได้รับ Vitamin B3 จากอาหารที่เรากินอยู่แล้ว เช่น
      เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ลำข้าว ยีสต์ ธัญญาพืชต่างๆ
      คุณสมบัติของ Niacinamide ที่มีการศึกษาและทดลอง
      – เพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิว ในผิวหนังกำพร้าชั้น stratum corneum มี fatty acid และ ceramide เป็นโครงสร้างสำคัญ ทำหน้าที่ปกป้องผิวและเก็บกักน้ำทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้น
      จากการทดลองพบว่า Niacinamide สามารถเพิ่มความชุ่มชื้นและความแข็งแรงให้ผิวหนังได้โดย
      – เพิ่มการสังเคราะห์ keratin และ involucrin กับ filaggrin ซึ่งเป็น barrier layer protein ในผิวชั้นหนังกำพร้า
      – เพิ่มการสร้าง free fatty acid และ ceramide
      – ลดการสูญเสียน้ำออกผิวหนัง (Transepidermal water loss)
      – การชะลอริ้วรอย เมื่อผิวเกิดริ้วรอยและเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่บอกถึงความเสื่อมชราของผิวหนัง สาเหตุหลักๆมาจากการสร้าง collagen และ elastin ใน fibroblast น้อยลงเรื่อยๆ วิธีชลอริ้วรอยที่แนะนำกันมากก็คือ กระตุ้นการสร้าง fibroblast และป้องกันไม่ให้โครงสร้างเส้นใย collagen ถูกทำลาย Niacinamide เป็นสารหนึ่งที่พบว่าสามารถช่วยเพิ่ม fibroblast และ collagen จึงเป็นสารที่ใช้ช่วยชลอริ้วรอยในผิวหนัง
      – การทำให้ผิวขาว มีสีผิวสม่ำเสมอ แสงแดดเป็นสาเหตุหลักอันหนึ่งที่ทำให้เกิดการสร้างเม็ดสีในผิวหนังมากกว่าปกติ (hyperpigmentation) โดย melanocyte จะผลิต melanosome ซึ่งมี melanin อยู่ภายใน แล้วปล่อยเข้าไปใน keratinocyte ที่อยู่รอบๆ จากนั้น keratinocyte จะเคลื่อนขึ้นไปสู่ผิวชั้นบนของหนังกำพร้า ทำให้ผิวมีสีเข้มกว่าปกติหรือเป็นฝ้า กระ รอยด่างดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ ในการศึกษาพบว่า Niacinamide เข้าไปยับยั้งการส่งถ่าย melanosome ไปยัง keratinocyte ทำให้ keratinocyte ที่เคลื่อนสู่ผิวชั้นบนของหนังกำพร้าไม่มีเม็ดสีที่มากผิดปกติ ผิวจึงดูขาว กระจ่างใส มีสีผิวสม่ำเสมอ– การรักษาสิว
      การใช้สารฆ่าเชื้อในการรักษาสิว โดยทั่วไปอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรือแบคทีเรียเกิดการดื้อยาได้ จากการศึกษาของ Shalita colleagues แสดงให้เห็นว่า Niacinamide 4% มีประสิทธิภาพในการรักษาสิวเช่นเดียวกับการใช้ยา Clindamycin 1% และให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าด้วยยังมีข้อมูลที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า เมื่ออายุเพิ่มขึ้นระดับ NADH/NADPH จะลดลง ซึ่ง NADH/NADPH เกี่ยวข้องกับการสร้าง ATP ใน Krebs cycle โดยATP เป็นแหล่งพลังงานให้กับเซลล์ในการทำหน้าที่ต่างๆ รวมถึงการสร้างและการแบ่งตัวของเซลล์ เมื่อ NADH/NADPH ลดลง ATP ก็ลดลง การสร้างเซลล์ผิวใหม่และการผลัดเซลล์ก็น้อยลงด้วย ผิวจึงดูหม่นหมองและไม่เต่งตึง การทา Niacinamide บนผิวโดยตรง จะไปช่วยชลอการลดลงของ NADH/NADPH
    11. แอสต้าแซนธิน (Astaxanthin) 6 มก. เป็นสารในกลุ่มแซนโทรฟิลล์ ตระกูลแคโรทีนอยด์ที่มีสีชมพูถึงแดงจากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่าแอสตาแซนธินมีความสามารถในการยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นของออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยวหรือค่าแสดงการต้านอนุมูลอิสระสูงที่สุด โดยมีประสิทธิภาพสูงกว่าโคเอนไซม์ คิวเทน 800 เท่า สูงกว่าคาทีซินซึ่งเป็นสารสกัดจากชาเขียว 560 เท่าและมีค่าสูงกว่าวิตามินซี 6,000 เท่า (Nishida et al. 2007) จากการศึกษาเพิ่มเติมของ Shimidzu และคณะ พบว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอี 550 เท่า และสูงกว่าเบต้าแคโรทีน 40 เท่าจากผลของการศึกษาที่พบว่าแอสตาแซนธินเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงจึงมีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงการนำไปใช้ประโยชน์ด้านสุขภาพและความงามหลากหลายด้าน ดังนี้

    1. ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อสภาพผิว
    YamashitaE.ได้ทำการวิจัยทางคลีนิคโดยศึกษาแบบ Single Blind Randomized Control ในอาสาสมัครหญิงที่อายุประมาณ 47 ปี จำนวน 49 คน โดยให้รับประทานแอสตาแซนธิน 2 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 6 สัปดาห์ เทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการศึกษาพบว่าตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 จนถึงสัปดาห์ที่ 6 ของการทดลอง อาสาสมัครรู้สึกว่าสุขภาพผิวดีขึ้น คือ ความแห้งและหยาบกระด้างของผิวลดลง ผิวมีความชุ่มชื้นเพิ่มขึ้น ความยืดหยุ่นมากขึ้น ริ้วรอยลดลง

    2.ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือด
    Iwamoto T. และคณะนักวิจัยได้ทำการศึกษาทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองถึงฤทธิ์ในการต้านการเกิด แอล ดี แอล ออกซิเดชั่น (LDL Oxidation) ของแอสตาแซนธิน เทียบกับสารต้านอนุมูลอิสระอื่น
    เช่น วิตามินอี และลูทีน ซึ่งพบว่าแอสตาแซนธินมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระมากที่สุด จากการศึกษาโดยวัดระดับคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ และแอล ดี แอล คอเลสเตอรอลในเลือดของอาสาสมัครที่
    ทานแอสตาแซนธินเสริมที่ 1.8- 21.6 มิลลิกรัมเป็นเวลา 14 วันพบว่ามีการไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน แต่ค่า แอล ดี แอล คอเลสเตอรอล lag time ซึ่งแสดงค่าการต้านการออกซิเดชั่นเพิ่มขึ้นแปรผันตามปริมาณของแอสตาแซนธิน นักวิจัยจึงสรุปว่าการทาน
    แอสตาแซนธินเสริมอาจช่วยในการลดการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งตัวได้

    3.ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อโรคเบาหวานชนิดที่ 2
    Uchiyama และคณะได้ทำการศึกษาวิจัยในระดับห้องปฏิบัติการแล้วค้นพบว่าแอสตาแซนธินมีคุณสมบัติในการป้องกันการถูกทำลายของเซลล์ตับอ่อนจากปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (Fasting blood sugar) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังเพิ่มความไวต่อการทำงานของอินซูลินกับเซลล์ภายในร่างกายอีกด้วย

    4.ผลการศึกษาถึงประโยชน์ต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและการฟื้นฟูสภาพ
    จากการศึกษาของ Sawaki และ คณะ ที่ประเทศญี่ปุ่นพบว่าหลังจากการให้นักกีฬาวิ่ง 1,200 เมตร รับประทานแอสตาแซนธินต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน 4 สัปดาห์ส่งผลให้ลดการเกิดการสะสมของกรดแลคติกอันเป็นสาเหตุของการทำให้กล้ามเนื้อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพออย่างมีนัยสำคัญ

    จำนวน 30 เม็ด

    เลข อย 12-1-00355-1-0002

  • บทวิจารณ์ (0)
    Add a Review